วันนี้ผมจะมาแนะนำการทำ SEO ขั้นเบื้องต้น ซึ่งเป็นวิธีการที่ทุกคนสามารถทำได้ ไม่ยุ่งยาก ถ้ายังไม่รู้ว่า SEOคืออะไร? 

 

1. การตั้งชื่อเว็บไซต์ ควรมีคำคีย์เวิร์ด (Keyword) ผสมอยู่ในชื่อเว็บไซต์ของเราด้วย ตัวอย่างเช่น : คุณจะทำเว็บไซต์ขายแผ่นเกมส์ ชื่อเว็บไซต์ หรือโดเมน ก็ควรมีความเกี่ยวข้องกับเกมส์ ตัวอย่างเช่น :gameonline.com, gamepc.com, gameplay.tht.in เป็นต้น ทั้งนี้…ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของเราเอง ไม่จำเป็นต้องมีคำ Keyword ผสมในชื่อเว็บไซต์ก็ได้ แต่ควรเป็นชื่อเว็บไซต์ที่สั้น ง่ายต่อการจำ

2. ปรับแต่งเว็บไซต์ ลงข้อมูล เนื้อหาต่างๆ และตั้งค่าต่างๆ ของเว็บไซต์ให้ครบถ้วน เว็บไซต์ไม่ควรมีระบบการใช้งานที่สลับซับซ้อนจนเกินไป ควรใช้หลักการง่ายๆ โดยเฉพาะในหน้าแรกของเว็บไซต์ ไม่ควรใช้รูปภาพ หรือไฟล์เฟลชมากจนเกินไป ควรให้มีเนื้อหาเป็นตัวหนังสือจะดีกว่า และเว็บไซต์ที่ดีควรดีการอัพเดทเนื้อหาในเว็บไซต์เรื่อยๆ จะเป็นบทความอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับเว็บไซต์ของเรา และถ้าเว็บไซต์ของเรามีเนื้อหาที่เยอะ หลายหน้าเว็บ น่าสนใจ ก็ยิ่งส่งผลดียิ่งขึ้น

3. เมื่อเราปรับแต่ง สร้างเว็บไซต์ เป็นที่พอใจแล้ว ก็ให้นำเว็บไซต์ของเราเข้าฐานข้อมูล Google 

4. ให้สร้าง Site maps ให้กับเว็บไซต์เรา 

5. ขั้นตอนนี้ต้องอาศัยเวลา ความขยัน นั่นคือ…การโปรโมทเว็บไซต์ ลงประกาศ ตามเว็บไซต์ที่ให้บริการต่างๆ มากมาย และให้บริการฟรี! ก็ค่อยๆ ทยอยลงประกาศไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อนครับ อย่าลืมว่าการทำ SEO ต้องใช้เวลาครับ โดยปกติการทำ SEO จะเห็นผลในช่วงประมาณ 6 เดือน แต่ก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบด้าน SEO หลายประการ ต้องใจเย็นๆ นะครับ ไม่มีหลักสูตรเร่งรัดเหมือนการเป็นดารานะครับ แต่ถ้าเมื่อไหร่เว็บไซต์คุณอยู่ในอันดับที่ดี เป็นที่นิยมแล้ว รับรองว่าไม่ดับง่ายเหมือนการเป็นดาราแน่นอน ในวงการคนสร้างเว็บ…คนมาก่อนมีประสบการณ์มากกว่าอยู่แล้ว ส่วนคนมาทีหลังต้องใช้เวลาสะสม…

6. แต่ใช่ว่า…ทางรัดจะไม่มีเสียเลย ปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนาแบบฉุดไม่อยู่ หากอยากให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว ก็ต้องลงเงินก้อนครับ ถ้าคุณมีทุนมากพอก็ลุยได้เลย โดยการลงโฆษณาตามเว็บไซต์ชื่อดังต่าง ที่มีจำนวนคนเข้ามากๆ หรือจะลงโฆษณากับ Google Adwords ก็ได้ครับ ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน เห็นผลเร็วภายในไม่กี่นาที โดยที่โฆษณาของคุณสามารถกระจายไปได้ทั่วโลกอินเตอร์เน็ตเลยทีเดียว 

และนี่ก็เป็นขั้นตอนง่ายๆ ในการทำ SEO ซึ่งสามารถทำได้ด้วยตนเอง อย่าลืมว่าการทำ SEO ควรทำอย่างระมัดระวังนะครับ อย่าเผลอไปสร้างความเดือดร้อน หรือเป็นการทำซ้ำซากโดยใช่เรื่อง เพราะมันอาจจะเป็นการทำ SEO ครั้งสุดท้ายของเว็บไซต์คุณก็ได้…

web hostiing

โฮส (Host) หรือ เว็บโฮสติ้ง (Web Hosting) หากอธิบายแบบเข้าใจง่าย ๆ คือ พื้นที่จัดทำเว็บไซต์ กล่าวคือ เป็นพื้นที่เปล่า ๆ ที่ไม่มีอะไรเลย เปรียบเทียบคล้ายผืนดินผืนหนึ่งที่ต้องปลูกสร้างสิ่งที่เราต้องการลงไป นั่นคือ เมื่อเราเช่าพื้นที่โฮสติ้งมาแล้ว เราต้องทำการติดตั้งระบบลงไป และนำข้อมูลต่าง ๆ ที่เราต้องการสื่อสารสู่โลกกว้างใส่ลงไป แล้วเรียกดูแบบออนไลน์ผ่าน URL หรือชื่อเว็บไซต์ของเรา และการที่เราจะใช้งานโฮสติ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น เราต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโฮสติ้งด้วย เพราะการทำเว็บโฮสติ้ง สำหรับมือใหม่นั้นถือเป็นเรื่องที่ยาก และหากเป็นผู้ที่เริ่มต้นจากการไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโฮสติ้งเลย ขอแนะนำว่าให้ลองศึกษาเว็บไซต์สำเร็จรูปที่มีให้บริการอยู่มากมายดูก่อน แต่ก็ต้องดูด้วยว่าเราจะทำเว็บไซต์เกี่ยวกับอะไร…

การที่เราจะมีเว็บไซต์ได้นั้น จะต้องมีองค์ประกอบ 2 ส่วนใหญ่ ๆ ด้วยกัน เพื่อให้ข้อมูลที่เราต้องการสื่อสารออกไป เข้าดูได้จากทั่วโลก

1. จะต้องจดโดเมนเนม (Domain Name) หรือมีชื่อเว็บไซต์ซะก่อน เช่น www.ชื่อเว็บไซต์.com, www.ชื่อเว็บไซต์.net, www.ชื่อเว็บไซต์.org เป็นต้น

2. เช่าพื้นที่ โฮสติ้ง (Hosting) เพื่อใช้เก็บข้อมูล เนื้อหาต่าง ๆ ที่เราต้องการสื่อสารออกไป

เมื่อเรามี 2 องค์ประกอบนี้แล้ว เราก็เริ่มสร้างสรรเว็บไซต์ของเราดั่งใจฝันได้เลย…

บทความนี้จะมาตอบคำถามของหลายท่านที่สอบถามกันเข้ามา กับคำถามที่ว่า ออกแบบเว็บไซต์ คืออะไร ? ทำอย่างไร ? จะเริ่มตรงไหน ? ทำอย่างไรให้ถูกหลัก SEO ทั้งหลายทั้งปวงที่เอ่ยมา ฟังแล้วไม่น่ายาก แต่ไม่ง่ายแน่นอน ทุกส่วนมีความสำคัญ เพราะก่อนที่เราจะลงมือจัดทำ ออกแบบเว็บไซต์ เราต้องรู้ว่าเราจะทำอะไร จะเริ่มแบบไหน ซึ่งจะกล่าวเป็นข้อ ๆ ดังนี้

1. ทำเว็บไซต์เกี่ยวกับอะไร ?
เราต้องมีเป้าหมายว่าเว็บไซต์ที่เราจะทำ เราทำเว็บเกี่ยวกับอะไร เช่น เว็บขายเสื้อผ้า, เว็บขายรองเท้า, เว็บขายหนังสือ อื่น ๆ

2. สีเว็บไซต์
เรื่องของสีนั้นถือว่าสำคัญทีเดียว เพราะมันอาจส่งผลเสียต่อธุรกิจของเราได้ หากคุณทำเว็บขายชุดแต่งงาน แต่ดันใช้สีดำ ซึ่งเว็บไซต์ส่วนใหญ่มักหลีกเลี่ยง ซึ่งบางทีความชอบโดยส่วนตัว บางครั้งเราก็ควรมองถึงความเหมาะสมด้วย

3. โลโก้เว็บไซต์
เว็บไซต์ที่ดีควรมีสัญลักษณ์ หรือโลโก้ของเว็บไซต์ เพื่อให้ดูเป็นทางการ สร้างความโดดเด่นอย่างมีเอกลักษณ์ ซึ่งเราอาจจะใช้ชื่อเว็บไซต์มาเป็นโลโก้เว็บไซต์ก็ได้ โดยการใช้อักษรตัวแรกของชื่อเว็บไซต์ เช่น เว็บไซต์ของเรามีชื่อว่า Faodoo.com เราก็อาจเอาตัว F และ D มาดัดแปลงดีไซน์เป็นโลโก้เว็บไซต์ก็ได้

4. สโลแกนเว็บไซต์
การคิดสโลแกนที่ดี ควรมีคำ หรือประโยคที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราทำอยู่ด้วย เช่น เราทำเว็บไซต์ขายชุดชั้นใน เราก็อาจจะตั้งสโลแกนประจำเว็บไซต์ว่า “ชุดชั้นใน นุ่ม กระชับ ต้องชุดชั้นใน…” ตรง … ก็ใส่ชื่อยี่ห้อลงไปก็ได้

5. รูปแบบเว็บไซต์
รูปแบบของเว็บไซต์ การจัดวางองค์ประกอบ เพื่อให้เหมาะสมกับสิ่งที่เราทำอยู่ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำเว็บไซต์ ต้องมีจินตนาการ หัวคิดริเริ่มพอสมควร และถ้าคุณมีหัวศิลป์ คุณก็จะได้เว็บไซต์ที่แตกต่าง แต่ต้องลงตัว ขอย้ำว่า ‘หัวศิลป์’ ไม่ใช่ ‘หัวศิลปะ’ นะครับ การมีหัวศิลป์จะช่วยให้เราแบ่งสัดส่วน จัดวาง ลำดับความสำคัญได้ดี คล้าย ๆ กับการออกแบบวางโครงสร้างในการสร้างบ้านนั่นแหละครับ เช่น หากเราทำเว็บไซต์ขายเสื้อผ้า เราก็ต้องอธิบายรายละเอียดสำคัญ ๆ ลงไป เสื้อผ้ายี่ห้ออะไร ? ใช้ผ้าอะไร ? จุดเด่นที่แตกต่างคืออะไร ? ซึ่งในส่วนรูปแบบของเว็บไซต์นี้ การจัดวางหน้าแรก หรือโฮมเพจของเว็บไซต์นั้นสำคัญมาก ๆ เพราะส่งผลในการทำ SEO

6. จัดเตรียมไฟล์ประกอบงาน
จัดการเตรียมไฟล์ภาพที่จะใช้ในการออกแบบเว็บไซต์ เช่น การนำรูปภาพรองเท้าขายดี หรือชุดเสื้อผ้าที่เข้ากับรูปแบบเว็บไซต์ที่เราต้องการ

7. เขียนแบบร่างคร่าว ๆ ใส่กระดาษ A4
เมื่อเราได้ส่วนประกอบทั้ง 6 ข้อข้างต้นแล้ว ต่อมาให้ลองร่างรูปแบบหน้าตาเว็บไซต์ออกมาคร่าว ๆ เพื่อจะได้เห็นภาพโดยรวมของหน้าตาเว็บไซต์ที่เราจินตนาการไว้ในหัว

8. ลงมือทำ
คราวนี้ก็ถึงเวลาลงมือปฏิบัติ โดยการใช้โปรแกรมใด ๆ ก็ตามที่เราถนัดมากที่สุดในการออกแบบเว็บไซต์ หากใครไม่รู้ว่าจะใช้โปรแกรมอะไร แนะนำให้ลองศึกษาโปรแกรมโฟโต้ชอป (Photoshop) เพราะถือเป็นพื้นฐานสำหรับการใช้งานในทุก ๆ ด้าน และหากเข้าใจการใช้งานโปรแกรมโฟโต้ชอป เราก็จะสามารถประยุกต์นำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยิ่งไปกว่านั้น หากคุณใช้โปรแกรมโฟโต้ชอปเป็น คุณก็จะสามารถออกแบบเว็บไซต์ด้วยระบบเว็บไซต์สำเร็จรูปกับเราได้หลากหลายขึ้น

9. การใส่คีย์เวิร์ด คำ ประโยค เพื่อ SEO
หลังจากการออกแบบเว็บไซต์เสร็จสิ้นแล้ว ต่อมาเป็นขั้นตอนการจัดวางคีย์เวิร์ด คำ หรือประโยค และต้องเป็นประโยคที่มีความหมาย อ่านแล้วเข้าใจ ซึ่งเราอาจใส่ไว้ในส่วนท้ายของเว็บไซต์ (Footer) และส่วนหัวเว็บไซต์ (Header) เช่น “จำหน่ายเสื้อผ้าแฟชั่น เสื้อผ้าสตรี เสื้อผ้าบุรุษ รับตัดเย็บ ดีไซน์ชุดทำงานทุกรูปแบบ” และด้วยระบบเว็บไซต์สำเร็จรูปของเรารองรับ SEO ด้วยแล้ว คุณจึงไม่ต้องปรับแต่งอะไรให้ยุ่งยากมาก ให้เข้าไปเพิ่มคีย์เวิร์ดในส่วนนี้ก็พอแล้ว

ทั้งนี้ การออกแบบเว็บไซต์ ยังมีส่วนย่อยลงไปอีก ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับงานนั้น ๆ และนี่ก็เป็นพื้นฐานเบื้องต้นที่ทุกคนสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริง โชคดีครับ.

CSS ย่อมาจากคำว่า Cascading Style Sheets บางทีอาจจะเรียกว่า Style Sheets หรือ CSS ซึ่งจริงๆ แล้วมันคือตัวเดียวกัน

 

การทำงานของ CSS จะทำงานร่วมกับ HTML ใช้กำหนดการแสดงผลของสิ่งต่างๆ บนเว็บ เช่น สีอักษร สีพื้นหลัง ขนาดตัวอักษร จัดการเลย์เอ้าท์ (Layout) ให้สวยงามและอื่นๆ

 

ประโยชน์ของ CSS

 

1. CSS มีคุณสมบัติมากกว่า tag ของ html เช่นการกำหนดกรอบให้ข้อความ รวมทั้งสีรูปแบบของข้อความ
2. ทำให้ขนาดไฟล์แต่ละหน้าเล็กลงกว่าเดิม เพราะใช้โค้ดน้อยกว่า
3. มีความยืดหยุ่นสูง… ในการปรับแต่งแก้ไขในอนาคต
4. สามารถกำหนดแยกไว้ต่างหากจากไฟล์เอกสาร html และสามารถนำมาใช้ร่วมกับเอกสารหลายไฟล์ได้
5. การแก้ไขไฟล์เพียงจุดเดียว แต่ส่งผลกับเอกสารทั้งหมดได้ ไม่ต้องไล่ตามแก้ tag ต่างๆ ทั่วทั้งเอกสาร
6. สามารถจัดการเลย์เอ้าท์ได้อย่างละเอียด แม่นยำ
7. ง่ายในการเรียกดู Source
8. ใช้ดีกับระบบเสิร์ชเอ็นจิ้น (search engine) ต่างๆ
9. CSS จะช่วยให้งานที่มีขนาดใหญ่ควบคุมได้ง่ายดาย
10. และอื่นๆ

 

 

ตัวอย่างการใช้งาน

 

การสร้าง Style Sheet ทำได้โดยใช้แท็ก <STYLE TYPE=”text/css”>…</STYLE> และภายในแท็กเราก็ใส่ Style Sheet ของเราลงไป

 

ตัวอย่างโค้ด

 

<STYLE TYPE=”text/css”>
body {background:black; color:red }
h1 { font-size:15pt; font-family:tahoma }

</STYLE>

 

จากตัวอย่างข้างต้น selector ตัวแรกคือ body มีการกำหนด property 2 ตัวคือ background และ color และ selector อีกตัวคือ h1 ที่ถูกกำหนดฟอนต์ และขนาด

 

ข้อควรระวังในการใช้ CSS

 

โปรแกรมเบราว์เซอร์ (Browser) บางค่ายอาจไม่สามารถรองรับคำสั่ง CSS ได้ ดังนั้น ก่อนใช้งาน CSS จึงควรมีการทดสอบทุกครั้ง เพื่อให้ได้งานตามต้องการ

 

เกร็ดความรู้

 

ต้องระวังเคาะเว้นวรรคในตอนประกาศค่า value ด้วย ถ้าเกิดเราประกาศค่าตามนี้

 

โค้ด
p {margin-left: 20px}

 

โค้ดด้านบนนี้เป็นการประกาศที่ถูกต้อง ซึ่งจะมีผลทำให้โค้ดนี้ทำงานได้กับทุกเบราว์เซอร์ แต่ถ้าเราเผลอไปเว้นวรรคในส่วนของหน่วย ซึ่งในที่นี่เป็น px มันก็จะทำให้เกิดข้อแตกต่างทันที

 

โค้ด
p {margin-left: 20 px}

 

โค้ดด้านบนนี้จะทำงานแค่กับ IE เท่านั้น แต่จะไม่ทำงานกับ Firefox และ Netscape จึงต้องระวังการเคาะเว้นวรรคให้ดี…

เปิดโปรแกรม Photoshop ขึ้นมา ดูตามตัวอย่างในรูปด้านล่าง

p1

p2

2. Name ตั้งชื่อไฟล์ที่เราต้องการ

3. Width กำหนดความกว้าง Height กำหนดความสูง

4. Background Contents กำหนดสีให้กับพื้นหลัง

5. เมื่อตั้งค่าเสร็จแล้ว กด OK

p3

6. คลิกเลือกที่ Horizontal Type Tool

p4

p5

9. คลิกที่ Move Tool (V)

p6

p7

 

p8

p9

p10

เท่านี้เราก็จะได้ตัวอักษรในรูปแบบ Style ตามต้องการแล้ว

 

ตัวอักษรแบบ Style สามารถนำไปปรับใช้งานได้จริงกับเว็บไซต์ของเรา…

ในการจดโดเมนเนมนั้น ความจริงผู้ให้บริการรับจดโดเมนเนมในประเทศไทย เป็นเพียงตัวแทนผู้จดทะเบียนเท่านั้น ซึ่งผู้มีสิทธิ์หรือผู้ที่กระทำการจดที่แท้จริงเราเรียกว่า Registar และส่วนใหญ่จะอยู่ในต่างประเทศ เช่น USA

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราได้ให้ตัวแทนในประเทศไทย ทำการจดโดเมนเนมในวันนี้ จริงๆ แล้วตัวแทนก็จะทำการแจ้งเรื่องไปยัง registar ในทันที และ registar ก็จะทำการบันทึกชื่อโดเมนใหม่ในทันที

แต่สาเหตุที่เรายังไม่สามารถเรียกดูเว็บไซต์ได้เลยนั้น เนื่องจากในทางเทคนิค เมื่อผู้เล่นอินเตอร์เน็ตเรียกดูเว็บไซท์ใดๆ จะต้องผ่าน isp ซึ่งก็คือผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตนั่นเอง และทุกครั้งที่เราเรียกดูเว็บ นั่นหมายถึง isp จะต้องเชื่อมต่อไปยัง registar เพื่อถามว่าโดเมนที่เราต้องการจะเรียกดูนั้นอยู่ที่เครื่อง server หมายเลข ip address ใด หลังจากที่ได้รับคำตอบแล้วก็จะเชื่อมต่อเข้าไปยัง server ที่เก็บข้อมูลเว็บไซท์ดังกล่าว

ลองนึกดูว่า หากมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตประเทศไทย เรียกดูเว็บไซต์ yahoo.com พร้อมๆ กัน เครื่อง server ของทาง isp จะต้องเชื่อมต่อไปยัง registar วันละกี่แสนครั้ง ขั้นตอนเหล่านี้เป็นขั้นตอนที่ isp เกือบทุกรายใช้กัน

แต่ในทางปฏิบัตินั้น ด้วยการเรียกดูเว็บไซท์ที่มีปริมาณมากขึ้น isp จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเทคนิคเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จึงทำให้ในปัจจุบัน เมื่อมีการเรียกดูเว็บไซต์ใดๆ ในครั้งแรก isp จะทำการบันทึกหมายเลข ip address ของเว็บไซต์นั้นเก็บไว้ในเครื่อง server ของ isp เลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า isp จะทำการบันทึกข้อมูลทุกครั้งไป ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว isp จะทำการบันทึกข้อมูล ip address วันละ 1 ครั้ง หรือไม่ก็ 2 วันครั้ง ด้วยวิธีนี้จึงทำให้การเรียกดูเว็บไซต์มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยการแก้ปัญหาดังกล่าวของ isp ก็จะสรุปได้ว่า ทำไมเมื่อเราทำการจดโดเมนเนมในวันนี้ แต่ไม่สามารถเรียกดูเว็บไซต์ได้ทันที และจะต้องรอเวลาอย่างน้อย 2 วัน

เพิ่มเติม isp แต่ละรายมีช่วงเวลาในการ update หมายเลข ip address แตกต่างกันออกไป จึงไม่น่าแปลกใจว่าบางครั้งเราใช้อินเตอร์เน็ตของบริษัทหนึ่ง สามารถเรียกดูเว็บไซต์ได้ตามปกติ แต่หากใช้บริการของอีกบริษัท กลับไม่สามารถเรียกดูได้เลย

ฉะนั้น ท่านลูกค้าที่เปิดเว็บไซต์ใหม่ ไม่ต้องกังวล หรือตกใจ ว่าทำไมเข้าเว็บไซต์ไม่ได้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ server ของเราครับ แต่ขึ้นอยู่กับอินเตอร์เน็ตที่คุณใช้บริการด้วย เมื่อผ่านพ้นเวลาประมาณ 24 – 48 ชั่วโมง เว็บไซต์ก็จะเปิดได้ปกติ

ISP คือ บริษัทที่ให้บริการอินเทอร์เน็ต (บางครั้งเรียก ISPs) ย่อมาจากคำว่า Internet Service Provide เป็นหน่วยงานที่บริการให้เชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของบริษัท เข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วโลก ในปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ หน่วยงานราชการหรือสถาบันการศึกษา กับ บริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ทั่วไป ประเภทหลังนี้จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม

ip-check
เข้าไปที่เว็บไซต์ : www.whatismyipaddress.com

เมื่อเข้าหน้าแรกจะสังเกตเห็นเลข IP Address ของเราปรากฏขึ้นโดยอัตโนมัติ หากเราต้องการเช็ค IP ของคนอื่นๆ ก็ให้กรอกเข้าไปใหม่

การเลือกชื่อเว็บไซต์ หรือโดเมนเนม (Domain Name) ถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำเว็บไซต์เลยทีเดียว เพราะการที่เราเลือกชื่อโดเมนเนมที่ดี ก็ถือว่ากำชัยชนะเหนือคู่แข่งไปหลายขุมแล้ว

วิธีตั้งชื่อโดเมนเนมที่ดี

  1. ควรเลือกชื่อโดเมนเนมด้วยอักษร a-z ผสมกับตัวเลข 0-9 ได้ (ตัวอักษรภาษาอังกฤษสามารถใช้ตัวเล็กหรือตัวใหญ่ก็ได้ แต่สุดท้ายแล้ว…ถึงเราจะตั้งชื่อโดเมนเนมด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวใหญ่ เมื่อใช้งานจริง ตัวใหญ่ก็มีค่าเท่ากับตัวเล็ก)
  2. ความยาวชื่อโดเมนเนม ไม่ควรมีความยาวเกิน 3-10 ตัวอักษร
  3. การออกเสียงชื่อโดเมนเนม ไม่ควรเกิน 2-5 พยางค์
  4. ต้องไม่มีสัญลักษณ์พิเศษต่างๆ เช่น ! @ # $ % ^ & ฿ * ( ) + | / < > , ‘ ? ” [ ] { } _
  5. สามารถใส่สัญลักษณ์ – (Hyphen) ได้ แต่ไม่ควรใส่ลักษณะนี้ -faodoo.com หรือแบบนี้ faodoo-.com ให้ใส่ได้แต่แบบนี้ fao-doo.com (ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ดีนะครับ เพราะโดยส่วนตัวแล้วไม่แนะนำครับ.)
  6. ชื่อโดเมนเนมไม่สามารถมีช่องว่าง เว้นวรรค ในตำแหน่งใดๆ ได้
  7. ชื่อโดเมนเนมควรมีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ของเรา เช่น จะทำเว็บไซต์เกี่ยวกับเกมส์ ก็ควรตั้งชื่อโดเมนเนมให้มีคำว่าเกมส์อยู่ในชื่อโดเมนเนมด้วยก็ดี ตัวอย่างเช่น : biggame.com เป็นต้น
  8. ในบางครั้งเราก็ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการตั้งชื่อโดเมนเนมให้มีคำที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์มากเกินไปก็ได้ เราสามารถตั้งชื่อโดเมนเนมให้จำได้ง่าย ไม่ซับซ้อนจนเกินไป เช่น ผมทำเว็บไซต์เกี่ยวกับการให้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูป เว็บโฮสติ้ง แต่ชื่อโดเมนเนมของผมไม่มีส่วนใดที่สื่อถึงเนื้อหาในเว็บไซต์เลย แต่แน่นให้จำง่าย น่าสนใจ มีการซ้ำของตัวอักษรในชื่อโดเมนเนมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จะเห็นว่าชื่อโดเมนเนมของผม faodoo.com มีตัวอักษรตัวโอ (o) ซ้ำถึง 3 ตัวอักษร อ่านว่า “เฝ้าดู ดอทคอม” จะเห็นว่า “เฝ้าดู” คือคำ 2 พยางค์ สื่อความหมายได้กว้าง…เนื่องจากผมต้องการสื่อให้ลูกค้าทุกท่านรู้ว่า “เรา เฝ้าดู คุณอยู่”

การเลือกนามสกุล หรือดอท (.) ให้เข้ากับโดเมนเนมของเรา

  •  .tht.in ย่อมาจาก TH=ไทย T=ไท IN=อินเตอร์เน็ต หมายถึง การค้า บริษัท องค์กร วัด โรงเรียน หน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และอื่นๆ ที่ต้องการใช้งาน
  • .com ย่อมาจาก commercial หมายถึง การค้า บริษัท องค์กร ธุรกิจที่แสวงหากำไร บางครั้งนำไปใช้ทำเว็บไซต์ส่วนตัวหรือเว็บไซต์อื่นๆ ด้วย
  • .net ย่อมาจาก network หมายถึง เครือข่าย ธุรกิจที่เกี่ยวกับเครือข่ายมักใช้กับเว็บไซต์บริการอินเตอร์เน็ต แต่บางครั้งก็นำไปใช้ด้านอื่นด้วย
  • .org ย่อมาจาก organization หมายถึง องค์กร หรือกลุ่มบุคคล มักใช้กับองค์กรไม่หวังผลกำไร และเว็บไซต์ของส่วนราชการ
  • .info ย่อมาจาก information หมายถึง ข้อมูล หรือการให้ข้อมูล ใช้สำหรับเว็บไซต์ที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลของประเทศต่างๆ เป็นต้น
  • .name ย่อมากจาก .name หมายถึง เว็บไซต์ที่เกี่ยวกับชื่อ
  • .biz ย่อมาจาก business หมายถึง องค์กร บริษัท ห้างหุ้นส่วน คล้ายกับ .com
  • .us ย่อมาจาก united states หมายถึง ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะต้องมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศนี้ด้วย
  • .co.th หมายถึง Company Thailand หมายถึง บริษัท ห้างหุ้นส่วน หรือองค์กร ที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย ผู้จดโดเมนเนมภายใต้หมวดหมู่นี้จะต้องเป็นองค์กรพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศไทย
  • .ac.th ย่อมาจาก Academic Thailand หมายถึง โรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ผู้จดโดเมนเนมภายใต้หมวดหมู่นี้ ต้องใช้สำเนาเอกสารการขออนุญาตก่อตั้งสถานศึกษาเป็นหลักฐาน
  • .or.th ย่อมาจาก organization Thailand หมายถึง องค์กรไม่หวังผลกำไรที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย
  • .in.th ย่อมาจาก Individual/Incorporation Thailand หมายถึง เว็บไซต์เกี่ยวกับองค์กรและบุคคลทั่วไป แบบใครขอก่อนได้ก่อน
  • .net.th ย่อมาจาก network in Thailand หมายถึง เว็บไซต์เกี่ยวกับบริษัทที่เกี่ยวกับระบบ Network หรือ ISP (ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต) ในประเทศไทย

หลายๆคนกำลังศึกษา webpage อยู่และศึกษาการสร้างเว็บไซด์ซึ่งไฟล์หลักๆของเว็บไซด์นั้นคือ html ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกที่ควรศึกษาเกี่ยวกับ html เบื้องต้น เพราะว่าถ้าหากว่าขาดความรู้เบื้องต้นของ htmlก็จะทำให้เรานั้นไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้ดังนั้นถ้าหากมีความคิดอยากจะสร้างและพัฒนาเว็บไซด์ควรที่จะมีการศึกษาเกี่ยวกับ html เบื้องต้นดังต่อไปนี้

ภาษา html เบื้องต้น

1.ภาษาเบื้องต้นที่ควรรู้คือ คำสั่ง <br/> <hr> และ <p> คำสั่งเหล่านี้เป็นคำสั่งสำหรับการเว้นวรรค การขีดเส้น และการขึ้นย่อหน้า ซึ่งตามความหมายของคำว่า <br/> หรือ <br> นั้นเมื่อใส่คำสั่งเหล่านี้ลงไปใน html เช่น

<html>สวัสดีพี่น้องชาว html <br>

ยินดีที่ได้รู้จัก </html>

เมื่อเราใส่คำเหล่านี้ตามลงไปผลจะออกมาเป็น

สวัสดีครับพี่น้องชาว html

ยินดีที่ได้รู้จัก

ซึ่งมีการใส่ข้อมูลคำสั่ง <br> ลงไปทำให้มีการขึ้นบรรทัดใหม่และถ้าหากว่าเราตัดคำว่า <br> ออกไป ผลลัพธ์จะแสดงออกมาดังนี้

สวัสดีครับพี่น้องชาว html ยินดีที่ได้รู้จัก

ดังนั้นคำสั่ง html เบื้องต้นจึงสำคัญเป็นอย่างมากในการทำเว็บไซด์และคำสั่งที่ต่อไปคือคำสั่ง <p> ใช้แทนความหมายของคำว่าขึ้นบรรทัดใหม่รวมทั้งเป็นย่อหน้าซึ่งถ้าสังเกตดูดีๆ เว้นวรรคของ <p> จะแสดงผลบรรทัดมากกว่า <br> นิดหนึ่ง ซึ่งในส่วนใหญ่แล้วจะใช้คำสั่ง <p>เป็นตัวหลักและ <br> จะอยู่ภายใน <p> อีกทีเช่น

<html><p>สวัสดีพี่น้องชาว html <br>

ยินดีที่ได้รู้จัก<p/> </html>

ซึ่งถ้าหากว่าเราต้องการที่จะมีการขีดเส้นใต้เข้ามาด้วยให้ลองเพิ่มคำสั่ง <hr> ลงไปจะเป็นการขึ้นบรรทัดใหม่และมีเส้นขีดระหว่างกลางด้วย เปรียบเสมือนคำสั่ง <br> แต่เปลี่ยนตรงที่ว่า <hr> จะมีการขีดเส้นลงไปด้วย

2.ภาษาที่น่ารู้เกี่ยวกับ text คือ <center> <font color=””> <b> <u> และ <l> เมื่อเราได้รู้จักการใช้ html ในการเว้นวรรคแล้ววิธีการต่อไปที่จะศึกษาคือการศึกษาคำสั่งเกี่ยวกับการแสดงผลต่างๆเช่นถ้าหากว่าเราครอบคลุมคำพูดโดยใช้คำสั่ง <center></center> ลงไปจะทำให้ข้อความเหล่านั้นที่อยู่ภายในไปอยู่ตรงกลาง ซึ่งจะจัดตำแหน่งให้อยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษที่เราทำเอาไว้รวมถึงมีการกำหนดตัวแบบอักษร <font color=””></font> ถ้าหากว่ายังอยู่ในเบื้องต้นเราใส่ <font color=”red”>สวัสดีครับ</font> ตัวหนังสือที่จะแสดงผลจะเป็น สีแดงแต่ถ้าหากว่ามีการพัฒนาและมีการเลือกสีที่หลากหลายสามารถนำสีจากรหัสต่างๆได้ใช้ <font color=”FF0000”></font> หมายความว่าสีภายในคำสั่งนี้จะเป็นสีแดง และคำสั่งที่ใช้สำหรับตัวหน้า ตัวขีดเส้นและตัวเอียงจะได้แก่ <b> คือตัวหน้า <u> คือตัวขีดเส้นใต้และ <l>ตัวเอียง

หลายๆคนคงสงสัยและได้ยินคุ้นหูมาเลยว่า เว็บดีไซเนอร์คืออะไร แต่ว่ามีแต่คนที่ได้ยินและคุ้นหูแต่ว่า น้อยคนมากที่จะรู้จักคำว่าเว็บดีไซเนอร์จริงๆ ซึ่งเว็บดีไซเนอร์นั้นมีหน้าที่องค์ประกอบหลายๆอย่างไม่ใช่เพียงแค่ออกแบบเว็บไซด์และจบลงเพียงเท่านั้นยังต้องศึกษาและมีการแก้ไขปัญหาต่างๆและมีการเพิ่มเติมในส่วนต่างๆ ซึ่งเว็บดีไซเนอร์ที่ถูกต้องนั้นมีอะไรบ้างเราจะมาแนะนำให้ดูในบทความนี้

ในคำว่า ดีไซน์นั้น สะกดเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Design ซึ่งมีความหมายว่าออกแบบ แต่ว่าความหมายของคำว่าออกแบบนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ความสวยงามเท่านั้นแต่ว่าการทำงานกันเป็นทีมคือมีทั้ง Project Manager ซึ่งจะบอกกับทีมที่ทำกันว่าจะทำอย่างไรและได้ส่งต่อให้ ดีไซเนอร์ออกแบบมาอีกที ซึ่งการออกแบบของดีไซเนอร์นั้นต้องเข้ากับทีมและให้ติดความน่ารักที่เป็นที่นิยมของปัจจุบันไม่ตกเทรนอีกด้วยซึ่งในส่วนใหญ่ แล้วคำว่าออกแบบที่ดีนั้นและเป็นนักดีไซเนอร์มืออาชีพจริงๆแล้วต้องออกแบบมาเพื่อเหมาะกับเว็บไซด์และเหมาะกับเทรนในช่วงนั้นทำให้มีความแปลกใหม่และความสวยงามที่จะทำให้ทั้งผู้เข้าชมและผู้ที่ต้องการใช้เว็บไซด์นั้นพึงพอใจที่ได้รับงานที่มีความเป็นมืออาชีพ

การออกแบบนั้นคือการแก้ไขปัญหา

การออกแบบเว็บไซด์ก็เหมือนการแก้ไขปัญหาเนื่องจากว่า ถ้าหากว่ามีการออกแบบและมีผู้ที่จ้างเข้ามาเพื่อทำการดีไซเนอร์นั้นคนที่ออกแบบจะต้องตอบโจทย์ปัญหากับตนเองว่าผู้ที่จ้างงานมาให้ทำนั้นชอบในลักษณะใดและต้องการในแบบใดและจะทำอย่างไรถึงจะสวยงามและเป็นที่ต้องตาต้องใจของผู้ที่จ้างงานมา

ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่ดีของนักดีไซเนอร์ที่ดีนั่นเป็นเพราะว่านักดีไซเนอร์ที่ดีคือได้รับงานมาแล้วทำงานได้ส่งผลที่ดีที่สุดต่อผู้จ้างงานไม่ไดเพียงแค่ออกแบบเว็บไซด์ให้ขอไปที

ซึ่งก่อนที่จะออกแบบเว็บไซด์ได้นั้นนักดีไซเนอร์จำเป็นที่ต้องมีการวางแผนมาอย่างดีก่อนที่จะทำเพื่อที่ว่าการทำงานให้ดีนั้นจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีการวิเคราะห์โจทย์และการตามเทรนต่างๆภายในปัจจุบันว่าได้มีการก้าวหน้าไปอย่างไรบ้างและออกแบบมาให้ถูกหลักกับผู้จ้างงานและทีมที่ต้องการซึ่งนักดีไซเนอร์นั้นมีหลายองค์ประกอบไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเว็บไซด์สำหรับหน้ารองรับ PHP รองรับ Html ซึ่งมีหลายประเภท ดังนั้นดีไซเนอร์นั้นไม่ใช่อาชีพที่ใครอยากจะเป็นก็เป็นได้ต้องอาศัยความชำนาญและความเก่งมากพอสมควร ถึงจะเรียกว่า ดีไซเนอร์มืออาชีพ